วิธีการกำจัดไรฝุ่นอย่างถูกวิธี
ไรฝุ่น เป็นสัตว์ขาข้อขนาดเล็กอยู่ในกลุ่มเดียวกับแมลง เห็บ หรือหิด มี 8 ขา รูปร่างกลมรี สีขาวขุ่น มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก เพราะมีขนาดเล็กเพียง 0.1-0.3 มิลลิเมตร หรือเทียบได้กับจุดดินสอเล็กๆ ตัวไรฝุ่นชอบอยู่ในที่อับชื้น ไม่มีแสงสว่าง และชอบเกาะเกี่ยวเส้นใย มักจะอยู่บนที่นอน หมอน มุ้ง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยผ้าที่มีเส้นใย
จริงๆ แล้วตัวไรฝุ่นจะไม่กัดหรือต่อยผิวหนัง แต่จะผลิตสารก่อ ภูมิแพ้ไรฝุ่นซึ่งพบมากในมูลไรฝุ่น เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปจะกระตุ้นให้เกิดปฏิกริยาตอบสนองเป็นภูมิคุ้มกันแบบไวเกิน และมีอาการเกิดขึ้นในหลายระบบทั้งทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยคือ โรคแพ้อากาศหรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคหืด โรคผื่นแพ้พันธุกรรม รวมทั้งโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ด้วย
รูปมูลไรฝุ่นที่เป็นปัญหาหลักของโรคทางเดินหายใจต่างๆ หรือ ภูมิแพ้
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น ได้แก่
1. ปัจจัยทางพันธุกรรม กล่าวคือ ผู้ที่มีพ่อหรือแม่ หรือทั้งสองท่านมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ก็จะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ได้ง่าย
2. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว เราจึงจำเป็นที่จะต้องดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือผู้ป่วยไม่ให้มีปริมาณสารก่อภูมิแพ้มาก จึงจะช่วยลดความเสี่ยงหรือการกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้ ในบางรายอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ แต่สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่แพ้ไรฝุ่น ถ้าเกิดได้รับหรือสัมผัสก็จะไม่เกิดอาการ แต่ในกรณีที่ถ้าได้รับในปริมาณมากๆ และสัมผัสบ่อยครั้ง ก็จะสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่สามารถควบคุมหรือกำจัดไรฝุ่นได้ 100% จึงต้องใช้ในหลายวิธีร่วมกัน อาทิเช่น การทำความสะอาดบ้านและห้องนอนอยู่เสมอ โดยเฉพาะห้องนอนควรปัดกวาดเช็ดถูด้วยผ้าหมาดจึงจะช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้ดี การปรับสภาพห้องนอนให้โล่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก มีแสงเข้าถึง และพื้นไม่ควรปูด้วย
พรม ที่สำคัญเราควรคลุมเครื่องนอนด้วยผ้ากันไรฝุ่น หรือผ้าพลาสติกเพื่อลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น
การดูแลทำความสะอาดเครื่องนอน ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ควรหมั่นซักทำความสะอาดทุก 2 สัปดาห์หรืออย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง ผ้ากำจัดไรฝุ่นก็เช่นกันควรซักอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน และควรซักทำความสะอาดในน้ำที่ผสมผงซักฟอก แต่ถ้าใช้น้ำร้อนจะสามารถกำจัดไรฝุ่นและมูลไรฝุ่นได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งที่มาสาเหตุของโรคภูมิแพ้
1.แพ้เกสอนดอกไม้
2.แพ้ขนแมว หรือสัตว์เลี่ยงต่างๆๆ
3.แพ้ไรฝุ่น บนที่นอน
วิธีการกำจัดไรฝุ่นอย่างถูกวิธี
การป้องกันและกำจัดไรฝุ่น โดยไม่ใช้สารเคมี
1.การกำจัดไรฝุ่นโดยการใช้วิธีทางกายภาพ
1.1 เครื่องดูดฝุ่นระบบน้ำ (Vacuum cleaner water filter system )
การใช้เครื่องดูดฝุ่นระบบน้ำเป็นตัวกรอง ในการทำความสะอาดพรมและพื้นห้อง หรือ เตียง สามารถกำจัดไรฝุ่นที่ได้ผล 100 % โดยที่ฝุ่นไม่พุ่งกระจาย เพราะมีน้ำเป็นตัวดักจับ ไรฝุ่นได้ทั้งหมด
1.2 ใช้ความร้อน (Heat)
การกำจัดไรฝุ่นโดยใช้ความร้อนอาจดำเนินการได้หลายวิธีดังนี้
-
การต้มผ้าปูที่นอน ม่าน ตลอดจนเครื่องนอนและเครื่องใช้อื่นๆ ที่ทำจากผ้า ซึ่งเก็บมาจากห้องพักที่พบตัวไรฝุ่นในน้ำอุณหภูมิอย่างน้อย 80 C เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 15 นาที เพื่อกำจัดไรฝุ่นที่อาจจะยังติดอยู่ในผ้าเหล่านั้นให้หมดไป

- การซักผ้าปูที่นอนตลอดจนเครื่องนอนและเครื่องใช้อื่นๆ ที่ทำจากผ้าโดยวิธีการซักแห้ง (Dry cleaning) หรืออบผ้า ด้วยเครื่องอบผ้า (Dryer) ที่อุณหภูมิ อย่างน้อย 80 C เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 30 นาที สามารถกำจัดไรฝุ่นได้ทุกระยะ

- ใช้เครื่องพ่นไอน้ำร้อน (Stemar) ฉีดพ่นกำจัดไรฝุ่นในบริเวณที่พบ ซึ่งจะทำให้ตัวไรฝุ่นตายเมื่อสัมผัสไอน้ำที่มีอุณหภูมิสูง อย่างน้อย 80 C (จะเป็นช่วงที่ไอน้ำผ่านออกมาจากปลายท่อไม่เกิน 2.5 ซม.)

- ใช้เครื่องทำความร้อน (Heater) อบห้องให้มีอุณหภูมิภายในห้องสูง 80 C เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ชม. หรือ ที่อุณหภูมิ 100 C เป็นระยะเวลา 1 ชม. สามารถกำจัดไรฝุ่นได้รวมด้วย ทั้งนี้เป็นการกำจัดไรฝุ่น ได้อย่างหมดสิ้น ทุกซอกทุกมุมในห้อง เหมาะสำหรับห้องหรือพื้นที่ขนาดใหญ่



